wishlist
Check Get Go on Google Play Check Get Go on App Store

howto

ดูทั้งหมด

ที่คุณชมล่าสุด

 

ที่คุณค้นหาล่าสุด

--- ไม่พบข้อมูลการค้นหา ---

รับข่าวสาร

ไม่พลาดทุกโปรโมชั่น และข่าวสารใหม่ๆ จาก Check Get Go เพียงคุณกรอกอีเมลของคุณ


 

ข่าวฝาก

 

บันทึกไว้ในโปรไฟล์ของคุณ
"ระบบจะทำการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และบัตรเครดิตของคุณตามตารางด้านล่าง"

แบบปัจจุบัน
แบบใหม่
แบบปัจจุบัน
แบบใหม่
นำออก ไม่เปลี่ยนแปลง เข้าใหม่

ค้นหาโปรโมชั่นคลิกที่นี่

เลือกไลฟ์สไตล์ของคุณ(เลือกได้มากกว่า 1 ไลฟ์สไตล์)

เลือกไลฟ์สไตล์ทั้งหมด

เลือกธนาคารและบัตรเครดิตของคุณ(เลือกบัตรและธนาคารได้มากกว่า 1 ใบ)

CheckGetGo Card
เลือกธนาคารและบัตรเครดิตทั้งหมด


หน้าแรก > บัตรเครดิต > บัตรบิสสิเนส เพรสทีจ มาสเตอร์การ์ด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

บัตรบิสสิเนส เพรสทีจ มาสเตอร์การ์ด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา




ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

ประเภทบัตร : Master Card General


สะดวกสบายมากกว่า ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 50 วัน สำหรับการซื้อสินค้าและบริการ ยกเว้นการเบิกเงินสดล่วงหน้า เบิกเงินสดได้สูงสุดถึง 100% ของวงเงินบัตรเครดิต ทั้งนี้บริษัทฯสงวนสิทธิ์ในการกำหนดวงเงินเบิกถอนเงินสดของสมาชิก และสงวนสิทธิ์ในการปรับเพิ่มและ/หรือปรับลดวงเงินเบิกถอนเงินสด ตามเกณฑ์ของบริษัทฯ ชำระขั้นต่ำ 500 บาท หรือ 10% ของยอดค้างชำระ แล้วแต่ยอดใดจะมากกว่า คะแนนสะสมกรุงศรี โบนัส ใช้จ่ายผ่านบัตร ทุก 20 บาท รับคะแนน "กรุงศรี โบนัส" 1 คะแนน เพื่อแลกรับของกำนัลในรายการ “กรุงศรี โบนัส” ฟรี (ขอสงวนสิทธิ์ยกเว้นการให้คะแนนสะสม "กรุงศรี โบนัส" ในรายการเบิกถอนเงินสด, ค่าสาธารณูปโภค Krungsri Smart Bill, การเติมน้ำมันที่บางจาก, การซื้อกองทุนรวม, การซื้อประกัน AIA, และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ) แลกคะแนนสะสม "กรุงศรี โบนัส" เป็นเงินสดคืนเข้าบัญชี ทางเลือกใหม่ ที่สามารถแลกคะแนนสะสม "กรุงศรี โบนัส" ที่ได้รับการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ เป็นเงินสดคืนเข้าบัญชี เพิ่มความคุ้มค่าอีกหนึงระดับให้กับทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร ใช้จ่ายผ่านบัตร ทุก 20 บาท รับคะแนน "กรุงศรี โบนัส" 1 คะแนน โดยทุก 2 คะแนน "กรุงศรี โบนัส" สามารถโอนได้คะแนน รอยัล ออร์คิด พลัส หรือคะแนนสะสมฟลายเออร์โบนัส สะสมเพื่อแลกสิทธิประโยชน์อีกมากมาย ส่วนลดถูกใจ ส่วนลดสูงสุด 50% ทั้งก๊วนจาก 80 สนามกอล์ฟชั้นนำทั่วประเทศ ตรวจสอบรายชื่อสนามกอล์ฟที่ร่วมรายการที่นี่ รายการส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำมากมายทั่วประเทศ ตลอดทั้งปี Krungsri Happy Day มอบความสุขทุกๆวันจันทร์ ซื้อ 1 แถม 1 ตั๋วหนัง, โบว์ลิ่ง, คาราโอเกะ และไอซ์สเกต ที่เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์,พารากอน ซีนีเพล็กซ์, พาราไดซ์ ซีนีเพล็กซ์,เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์, อีจีวี และบลูโอทุกสาขา รวมถึงซับซีโร่ (เฉพาะสาขางามวงศ์วาน, แคราย และรัชดา) รายละเอียดเพิ่มเติมโทร 1572 คำสัญญาในการให้บริการลูกค้าของบัตรเครดิต กรุงศรี • ข้อความในใบสมัครอ่านง่าย อธิบายข้อกำหนดและเงื่อนไขรวมทั้งชี้แจงรายละเอียด เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ชัดเจน • "แผนพิทักษ์สินเชื่อ" เป็นเพียงทางเลือกสำหรับคุณ มิได้บังคับ และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ แต่ประการใด • บริษัทฯ มีพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าและติดตามหนี้ที่เต็มใจให้บริการ และให้ข้อมูลต่างๆเสมอ • บริษัทฯ ให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืนของลูกค้าเป็นสำคัญ



สัญญาการใช้บัตรเครดิต

ในสัญญานี้หากไม่กำหนดไว้โดยเฉพาะเป็นอย่างอื่นแล้ว
“บริษัท” หมายถึง บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด
“บัตร” หมายถึง บัตรเครดิตที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือบัตร (บัตรหลัก) และให้แก่บุคคลตามที่ผู้ถือบัตรหลักร้องขอ (บัตรเสริม)
“ผู้ถือบัตร” หมายถึง ผู้ที่บริษัทได้อนุมัติให้เป็นสมาชิกของบริษัทเพื่อใช้บริการบัตรเครดิตและส่งมอบบัตรเครดิตให้ใช้ในฐานะผู้ถือบัตรหลักและ/หรือผู้ถือบัตรเสริม

ก่อนการเปิดใช้บริการบัตร การลงลายมือชื่อหลังบัตรและ/หรือการใช้บัตรนี้ ผู้ถือบัตรกรุณาอ่านข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ตามสัญญานี้ให้เข้าใจ เพราะโดยการลงลายมือชื่อหลังบัตร การเปิดใช้บริการบัตรและ/หรือการใช้บัตรนี้ของผู้ถือบัตรจะถือว่าผู้ถือบัตรตกลงยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญานี้ทุกประการ

1. สิทธิหน้าที่ของผู้ถือบัตร
1.1 บัตรที่บริษัทออกให้ผู้ถือบัตรถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทซึ่งมอบให้ผู้ถือบัตรเป็นผู้ใช้เท่านั้น ผู้ถือบัตรจะไม่จำหน่ายหรือโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้แก่บุคคลอื่นใดรวมทั้งไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้บัตรแทนและ/หรือลงลายมือชื่อแทนในทุกกรณี ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรจะต้องลงลายมือชื่อในช่องที่กำหนดไว้ด้านหลังบัตรทันทีที่ได้รับบัตร โดยการลงลายมือชื่อหลังบัตรและ/หรือการใช้บัตรนี้จะถือว่าผู้สมัครและผู้ถือบัตรตกลงยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามข้อสัญญาต่างๆ ในสัญญานี้ทุกประการ

1.2 ผู้ถือบัตรสามารถใช้บัตรนี้ในการ (ก) เบิกเงินสดล่วงหน้า (ข) ชำระค่าสินค้า ค่าบริการต่างๆ และ/หรือค่าอื่นใดแทนการชำระเงินสด ไม่ว่าจะผ่านทางร้านค้าหรือสถานที่ให้บริการที่มีเครื่องหมายสัญลักษณ์บัตรติดตั้งอยู่ หรือ (ค) ทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ทางเว็บไซต์ ทางโทรศัพท์ ทางไปรษณีย์หรือทางเครื่องเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากบริษัท ทั้งนี้ บริษัทสงวนสิทธิที่จะไม่อนุมัติและ/หรือไม่รับผิดชอบวงเงินจากการใช้บัตรที่เป็นการฝ่าฝืนวัตถุประสงค์การใช้บัตรหรือเป็นการฝ่าฝืนตามข้อ 2.1 โดยการทำธุรกรรมต่างๆ ดังกล่าว (รวมถึงการใช้บริการหักชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆผ่านบัญชีบัตรเครดิตของผู้ถือบัตร) ผู้ถือบัตรตกลงให้ข้อสัญญาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต่างๆ ดังกล่าว (ถ้ามี) ไม่ว่าจะมีการลงนามโดยผู้ถือบัตรหรือไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับนี้ และตกลงยอมรับในข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุในสัญญาดังกล่าวทุกประการ

1.3 ในกรณีที่ผู้ถือบัตรใช้บัตรแทนการชำระเงินเกินกว่าวงเงินที่บริษัทกำหนดโดยได้รับอนุมัติจากบริษัทเป็นครั้งคราว ไม่ถือว่าการอนุมัตินั้นเป็นการเพิ่มวงเงินถาวรให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตร ซึ่งผู้สมัครและผู้ถือบัตรต้องชำระส่วนที่เกินวงเงินที่ได้ใช้ไปให้กับบริษัทเต็มทั้งจำนวนโดยผู้ถือบัตรไม่สามารถเลือกชำระขั้นต่ำตามข้อ 3.1 ได้ในกรณีนี้

1.4 ผู้ถือบัตรสามารถใช้บัตรนี้เบิกถอนเงินสดโดยวิธี (1) ทำธุรกรรมผ่านระบบโทรศัพท์อัตโนมัติตาม หลักเกณฑ์ในข้อ 5 ของสัญญานี้ (2) เบิกถอนผ่านเครือข่ายของ MASTERCARD โดยการเบิกถอนเงินสด ณ เคาน์เตอร์ที่มีเครื่องหมาย MASTERCARD และ/หรือ (3) เบิกถอนจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ(ATM) หรือ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินที่มีเครื่องหมาย MASTERCARD/CIRRUS/ATM POOL หรือจากเครื่องฝากถอนอัตโนมัติที่บริษัทจัดเตรียมไว้ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ 6 ของสัญญานี้ โดย
(ก) ผู้ถือบัตรตกลงปฏิบัติตามสัญญาฉบับนี้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดใดๆ ที่อาจมีขึ้นเป็นครั้งคราว
(ข) สำหรับกรณีการทำธุรกรรมผ่านระบบโทรศัพท์หรือทางเครื่องฝากถอนอัตโนมัติ บริษัทจะออกเลขรหัสประจำตัว (Personal Identification Number หรือ PIN) ให้แก่ผู้ถือบัตร (ซึ่งผู้ถือบัตรสามารถเปลี่ยนแปลงรหัสดังกล่าวได้) เพื่อเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าโดยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนเงินและจำนวนครั้งที่เบิกถอน ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรต้องระมัดระวังป้องกันมิให้ผู้อื่นทราบ หรือล่วงรู้เลขรหัสประจำตัวได้
(ค) ในการเบิกถอนเงินสดไม่ว่าโดยวิธีหนึ่งวิธีใดตามที่ระบุข้างต้น ผู้ถือบัตรตกลงให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้ถือบัตร
(ง) ผู้ถือบัตรตกลงให้บริษัทคิดค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดในอัตราที่บริษัทกำหนดแต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่บริษัทจะเรียกเก็บได้ตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรสามารถใช้บัตรเบิกถอนเงินสดได้เป็นจำนวนไม่เกินวงเงินเบิกถอนเงินสดที่เหลือในจำนวนไม่น้อยกว่าครั้งละ 1,000 บาท สำหรับการเบิกถอนเงินสด ณ เคาน์เตอร์ที่มีเครื่องหมาย MASTERCARDจำนวนเงินที่จะเบิกได้จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้บริการนั้นๆ เป็นผู้กำหนด
(จ) บริษัทจะออกเลขรหัสประจำตัว (PIN) ให้แก่ผู้ถือบัตรเพื่อเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าโดยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนเงินและจำนวนครั้งที่เบิกถอน เมื่อผู้ถือบัตรได้รับเลขประจำตัวจากบริษัทแล้ว ผู้ถือบัตรต้องระมัดระวังป้องกันมิให้ผู้อื่นทราบ หรือล่วงรู้เลขรหัสประจำตัวได้

1.5 นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ตามข้อ 2.2 ผู้ถือบัตรตกลงว่า วงเงินของบัตรเครดิตรวมถึงวงเงินเบิกเงินสดที่บริษัทอนุมัติให้ผู้ถือบัตรนั้นเป็นวงเงินที่บริษัทสามารถทำการพิจารณาเปลี่ยนแปลง (ไม่ว่าปรับเพิ่มหรือลด)ในภายหลังได้ตามหลักเกณฑ์ของบริษัท โดยบริษัทสงวนสิทธิที่จะปรับเพิ่มหรือลดวงเงินบัตรเครดิตและ/หรือวงเงินเบิกถอนเงินสดของผู้ถือบัตร (รวมถึงการยกเลิกวงเงินเบิกเงินสด) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ถือบัตร ลักษณะการใช้บัตร ประวัติการชำระเงิน และ/หรืออายุการเป็นสมาชิกบัตรของผู้ถือบัตร โดยผู้ถือบัตรสามารถทำการตรวจสอบวงเงินเบิกเงินสดของผู้ถือบัตรได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าของบริษัท

1.6 ในการใช้บัตรแทนการชำระเงินสดนั้น ผู้ถือบัตรต้องแสดงบัตรต่อพนักงานของสถานประกอบการ และลงลายมือชื่อในเอกสารการขายหรือการให้บริการ (Sales Slip) หรือบนเครื่องรับลายเซ็น (Electronic Sign Pad) หรืออุปกรณ์อื่นใด เพื่อเป็นหลักฐานในการใช้บัตรแทนการชำระเงินทุกครั้ง โดยผู้ถือบัตรอาจขอรับใบเสร็จรับเงินจากสถานประกอบการได้แต่ใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไม่ถือเป็นหลักฐานการชำระเงินของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรต่อบริษัทและไม่เป็นการปลดเปลื้องภาระรับผิดชอบของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่บริษัทจนครบถ้วน

1.7 ในกรณีที่ผู้ถือบัตรสั่งซื้อสินค้าโดยใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือค่าใช้บริการโดยการแจ้งหมายเลขบัตรเครดิตด้วยวาจาหรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ขายสินค้าหรือแก่ผู้ให้บริการเพื่อทำการเรียกเก็บเงินจากบริษัท ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรและบริษัทตกลงดังนี้
(ก) กรณีผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรทักท้วงว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือไม่ได้เป็นผู้ขอใช้บริการจากผู้ขายหรือผู้ให้บริการ บริษัทจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรทันทีหรือกรณีผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรได้ถูกเรียกเก็บเงินไปแล้ว บริษัทจะคืนเงินให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรเว้นแต่บริษัทพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของผู้ถือบัตรเอง โดยบริษัทจะใช้สิทธิเรียกเก็บเงินคืนจากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรในภายหลัง โดยผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงที่จะรับผิดในดอกเบี้ยและ/หรือค่าธรรมเนียมใดๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าวด้วย
(ข) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรมีสิทธิขอยกเลิกการซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในระยะเวลา 45 วันนับแต่วันที่สั่งซื้อหรือขอใช้บริการ หรือภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดการส่งมอบสินค้าหรือให้บริการ กรณีที่มีการกำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้าหรือบริการเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้าหรือไม่ได้ขอใช้บริการ หรือเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าแต่ได้รับไม่ตรงตามกำหนดเวลา หรือได้รับแล้วแต่ไม่ครบถ้วนหรือชำรุดบกพร่องหรือไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ บริษัทจะระงับการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตร หรือกรณีเรียกเก็บเงินไปแล้วถ้าเป็นการสั่งซื้อสินค้าภายในประเทศบริษัทจะคืนเงินให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรแจ้ง ถ้าเป็นการซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ บริษัทจะคืนเงินให้ภายในระยะเวลา 60 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตร

1.8 ผู้สมัครและผู้ถือบัตรแต่ละคน ตกลงยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ให้แก่บริษัท ตามรูปแบบของบัตรที่ผู้สมัครเป็นผู้ระบุในใบสมัครบัตร ดังนี้
(ก) ในกรณีที่ผู้สมัครเลือกใช้บัตรเครดิตธุรกิจรูปแบบองค์กรธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (Corporate Liability) เมื่อบริษัทอนุมัติและออกบัตรแก่ผู้ถือบัตรตามที่ผู้สมัครร้องขอแล้ว ผู้สมัครตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลมาจากการใช้บัตรของผู้ถือบัตรทุกคนรวมทั้งดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่บริษัท หรือ
(ข) ในกรณีที่ผู้สมัครเลือกใช้บัตรเครดิตธุรกิจรูปแบบผู้ถือบัตรและองค์กรธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (Joint and Several Liability) เมื่อบริษัทอนุมัติและออกบัตรแก่ผู้ถือบัตรตามที่ผู้สมัครร้องขอแล้ว ผู้สมัครตกลงรับผิดร่วมกับผู้ถือบัตรแต่ละรายในฐานะลูกหนี้ร่วมเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเกิดจากหรือเป็นผลมาจากการใช้บัตร รวมทั้งดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่บริษัท หรือ
(ค) ในกรณีที่ผู้สมัครเลือกใช้บัตรเครดิตธุรกิจรูปแบบผู้ถือบัตรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย(Individual Liability) เมื่อบริษัทอนุมัติออกบัตรให้แก่ผู้ถือบัตรแล้ว ผู้ถือบัตรแต่ละรายตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเป็นผลมาจากการใช้บัตรของผู้ถือบัตรรวมทั้งดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่บริษัท

1.9 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรตามอัตราและวิธีการที่ได้ตกลงไว้กับบริษัท โดยบริษัทจะจัดทำใบแจ้งยอดบัญชี (ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของใบแจ้งยอดปกติหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อแจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบเป็นรายเดือนโดยจะส่งใบแจ้งยอดบัญชีดังกล่าวให้ผู้ถือบัตรทราบทางไปรษณีย์หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และ/หรือให้ผู้ถือบัตรทำการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของบริษัทเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10-วันล่วงหน้าก่อนวันถึงกำหนดชำระ-และผู้ถือบัตรตกลงชำระเงินค่าสินค้า-ค่าบริการ-หนี้อื่นใดอันเกิดจากการใช้บัตรโดยผู้ถือบัตรหลักและ/หรือผู้ถือบัตรเสริม รวมทั้งค่าธรรมเนียมอื่นๆ ให้บริษัทภายในวันที่กำหนดในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต ยอดเงินขั้นต่ำที่แสดงไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตจะเป็นยอดเงินขั้นต่ำที่ผู้ถือบัตรต้องชำระในแต่ละเดือน ในกรณีที่ผู้ถือบัตรเห็นว่าใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่ได้รับไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วนไม่ว่าด้วยประการใด ผู้ถือบัตรจะต้องปฏิบัติดังนี้
(ก) ทักท้วงภายใน 10 วันทำการนับตั้งแต่วันที่ผู้ถือบัตรได้รับใบแจ้งยอดบัญชีจากบริษัทและ/หรือวันที่บริษัททำการแจ้งให้ท่านตรวจสอบข้อมูลใบแจ้งยอดบัญชีจากเว็บไซต์ของบริษัท ในการพิจารณาวันครบกำหนดดังกล่าวบริษัทจะนำสืบวัน เวลา ที่นำส่งใบแจ้งยอดบัญชีให้แก่ผู้ขนส่งและการทำงานของผู้ขนส่ง
(ข) ในกรณีที่บริษัทตรวจสอบแล้วเห็นว่ารายการในใบแจ้งยอดบัญชีนั้นถูกต้องแล้ว ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะต้องพิสูจน์ว่ารายการและยอดค่าใช้จ่ายตามที่ปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีไม่ถูกต้องและความไม่ถูกต้องนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรเอง ทั้งนี้ผู้ถือบัตรจะต้องทักท้วงภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ผู้ถือบัตรได้รับในใบแจ้งยอดบัญชีจากบริษัท
ทั้งนี้ ในกรณีผู้ถือบัตรต้องการสำเนาใบแจ้งยอดบัญชี หรือสำเนาใบบันทึกการขายเพื่อตรวจสอบรายการที่เกิดจากการใช้บัตร ผู้ถือบัตรตกลงจ่ายค่าธรรมเนียมการออกสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีในอัตราที่บริษัทกำหนดให้แก่บริษัท

1.10 ผู้ถือบัตรรับทราบและตกลงว่าค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตร (รวมถึงการเบิกเงินสด) เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศจะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่บริษัทถูกเรียกเก็บจากบริษัทบัตรเครดิตที่บริษัทเป็นสมาชิกอยู่ ณ วันที่มีการเรียกเก็บยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวกับบริษัท ทั้งนี้ หากสกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐก่อนที่จะทำการแปลงเป็นสกุลเงินบาทเพื่อเรียกเก็บกับบริษัท ทั้งนี้ผู้ถือบัตรสามารถตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อใช้ในการอ้างอิงเบื้องต้นได้จาก:
http://www.mastercard.com/us/personal/en/cardholderservices/currencyconversion/index.html
นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรรับทราบและตกลงให้บริษัทคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวในอัตราไม่เกินร้อยละ 2.0 จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวข้างต้น

1.11 ในกรณีที่บัตรสูญหาย ถูกโจรกรรม หรือมีการทำธุรกรรมผ่านบัญชีบัตรโดยบุคคลอื่น (ไม่ว่าโดยการใช้บัตรหรือไม่ก็ตาม) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะต้องแจ้งให้บริษัททราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวทันทีเพื่อทำการระงับการใช้บัตรและยกเลิกรหัสประจำบัตร โดยหลังจากบริษัทได้รับแจ้งแล้วบริษัทจะระงับการให้บริการบัตรดังกล่าวภายใน 5 นาทีนับแต่เวลาที่ได้รับแจ้ง ซึ่งผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงรับผิดในจำนวนภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนมีการแจ้งดังกล่าว (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า) ทั้งนี้ หากบริษัทไม่ได้รับแจ้งดังกล่าวข้างต้นและมีผู้อื่นนำบัตรไปใช้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้ตามรายการที่เกิดขึ้นทั้งหมด อย่างไรก็ตามหากภายหลัง บริษัทตรวจสอบและพิสูจน์ได้ว่าภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นดังกล่าว (ไม่ว่าก่อนหรือหลังการแจ้ง) เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรหรือผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรมีส่วนรู้เห็นด้วยผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงรับผิดชอบในหนี้จำนวนดังกล่าวเต็มจำนวน ในกรณีที่ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรต้องการให้บริษัทออกบัตรให้ใหม่ ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตร (ในส่วนที่ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบ) และผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ในอัตราที่บริษัทได้แจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบ และหากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรพบบัตรที่สูญหายหรือได้รับบัตรที่สูญหายคืน ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะตัดบัตรดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน เพื่อป้องกันมิให้มีการนำบัตรไปใช้ได้อีก

1.12 กรณีที่ผู้สมัครเลือกใช้บัตรรูปแบบองค์กรธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย หรือ แบบผู้ถือบัตรและองค์กรธุรกิจ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เมื่อผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรใช้บัตรชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการ ผู้สมัคร และ/หรือผู้ถือบัตร ตกลงจะปฏิบัติภาระหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

1.13 หากผู้ถือบัตรพ้นสภาพการเป็นบุคลากร พนักงาน ลูกจ้าง หรือตัวแทนของผู้สมัคร ผู้สมัครจะต้องแจ้งให้บริษัททราบทันที เพื่อยกเลิกการใช้บัตร และผู้ถือบัตรยินยอมให้ผู้สมัครแจ้งยกเลิกการใช้บัตรได้ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรจะไม่เพิกถอนการให้ความยินยอมดังกล่าวไม่ว่ากรณีใด

1.14 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรให้ความยินยอมแก่บริษัท บริษัทข้อมูลเครดิต บริษัทประมวลผลข้อมูลเครดิตอื่นๆ ที่บริษัทเป็นสมาชิกอยู่ในการตรวจสอบหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และ/หรือข้อมูลเครดิต และ/หรือข้อมูลอื่นใดที่มีอยู่ในใบสมัครหรือการสื่อสารใดๆ ที่มีอยู่กับบริษัท บริษัทข้อมูลเครดิต บริษัทประมวลผลข้อมูลเครดิตอื่นๆ ธนาคาร สถาบัน การเงินและนิติบุคคลอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกบริษัท ข้อมูลเครดิต บริษัทประมวลผลข้อมูลอื่นๆ และบริษัทในเครือของบริษัท รวมถึงการส่งข้อมูลไปยัง ต่างประเทศ อาทิ ประเทศออสเตรเลีย และอินเดีย เป็นต้น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาสินเชื่อการสนับสนุน หรือการประเมินเครดิตของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรได้ตลอดไป แม้ว่าผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะได้ปิดบัญชีหรือยกเลิกการใช้บริการของบริษัทไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท ในการพิจารณาให้สินเชื่อหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด และผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงให้บริษัทสามารถนำผลการตรวจสอบดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรว่ามีลักษณะเข้าข่ายกรณีต่างๆ ตามข้อ 2.2 หรือไม่

1.15 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรยินยอมให้บริษัทเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรที่ให้ไว้กับบริษัท ทั้งในใบสมัคร หรือทางการสื่อสารใดๆ แก่บริษัทในเครือและบุคคลอื่น รวมทั้งการใช้หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ ที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail address) และ/หรือหมายเลขวิทยุติดตามตัวของผู้ถือบัตรในการติดต่อสื่อสารหรือการส่งใบแจ้งหนี้หรือส่งข้อมูลหรือเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลเครดิตแก่ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรผ่านทางระบบสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต หรือคอมพิวเตอร์หรือใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเสนอสินค้าหรือบริการที่บริษัทเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรหรือเพื่อทบทวนวงเงินสินเชื่อ รวมทั้งการติดตามทวงถามหนี้ค้างชำระ (หากมี) โดยระบุจำนวนค้างชำระได้ และผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะแจ้งให้บริษัททราบทันทีหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งนี้ สำหรับการติดตามทวงถามหนี้ค้างชำระ (ถ้ามี) นั้น ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรรับทราบและตกลงว่าบริษัทจะทำการมอบหมายให้กับบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการแทนบริษัทหรืออาจจะดำเนินการด้วยตนเองก็ได้ และให้ความยินยอมกับบริษัท และ/หรือตัวแทนของบริษัทในการดำเนินการติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรในการติดตามทวงถามหนี้ดังกล่าวในกรณีที่จำเป็นหรือไม่สามารถติดต่อผู้ถือบัตรได้ พร้อมทั้งยินยอมให้บริษัทและ/หรือผู้แทนของบริษัททำการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรให้กับบุคคลต่างๆ ดังกล่าวรวมถึงตกลงให้บริษัทสามารถรับชำระหนี้ใดๆ ตามบัตรของผู้ถือบัตรจากบุคคลอื่นได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์ในการติดตามทวงถามหนี้ค้างชำระของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรและให้ความยินยอมนี้มีอยู่ตลอดไปแม้จะได้มีการยกเลิกบัญชีบัตรแล้วก็ตาม

1.16 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรจะต้องแจ้งให้บริษัททราบทันทีในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ นามสกุลอาชีพ สถานที่ทำงาน สถานที่อยู่ และรายละเอียดอื่นๆ ทั้งนี้บรรดาเอกสารหรือหนังสือใดๆ ที่บริษัทส่งไปยังผู้สมัครและ/หรือผู้ถืบัตร หากส่งไปยังที่อยู่ และ/หรือที่ทำงานตามที่ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรได้แจ้งไว้ ให้ถือว่าส่งให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรแล้วโดยชอบ

1.17 หากบริษัทมิได้แจ้งยกเลิก เรียกคืน หรือระงับการใช้บัตรตามข้อ 2.2 ผู้ถือบัตรสามารถนำบัตรนี้ไปใช้ได้จนถึงวันที่บัตรหมดอายุซึ่งได้กำหนดไว้บนบัตรโดยการพิจารณาอนุมัติบัตรใหม่ให้กับผู้ถือบัตรนั้นจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทซึ่งบริษัทขอสงวนสิทธิในการไม่ต่ออายุบัตรให้กับผู้ถือบัตรที่คุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ ทั้งนี้หากบริษัทพิจารณาต่ออายุบัตรให้ ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงยอมรับการต่ออายุบัตรนั้นโดยการขอเปิดใช้บัตรตามวิธีที่บริษัทกำหนด หรือในกรณีที่บริษัทไม่ต่ออายุบัตรให้ถือว่าสิทธิของผู้ถือบัตรตามสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยผู้ถือบัตรมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ใดๆ ที่คงค้างตามสัญญานี้ต่อไปจนกว่าจะชำระครบถ้วนหมดสิ้นทั้งจำนวน

1.18 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรสามารถแจ้งบริษัทเพื่อยกเลิกการใช้บัตรเมื่อใดก็ได้โดยแจ้งไปยังบริษัทและ/หรือโดยการตัดบัตรออกเป็น 2 ส่วนและส่งคืนไปยังบริษัท ทั้งนี้ ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรสามารถร้องขอค่าธรรมเนียมรายปีตามส่วนของระยะเวลาที่ยังมิได้ใช้บริการคืนจากบริษัทโดยจะต้องทำเรื่องขอคืนค่าธรรมเนียมภายใน 1 ปีนับจากวันที่แจ้งยกเลิก

1.19 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรตกลงและยินยอมให้บริษัทนำเงินที่ได้รับชำระจากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรไปหักจาก ยอดเงินที่บริษัทเรียกเก็บโดยมีเงื่อนไขการชำระเงินและลำดับการหักยอดเงินตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่บริษัทจัดส่งให้กับผู้ถือบัตร

1.20 ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรยินยอมให้บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสินเชื่อข้อมูลเงินฝากและข้อมูลใดๆ ที่ผู้สมัคร ผู้มีอำนาจกระทำแทน และ/หรือผู้ถือบัตร ที่มีอยู่กับธนาคารฯ รวมถึงข้อมูลที่ปรากฏในใบสมัคร และ/หรือในเอกสารแนบต่าง ๆ รวมทั้งสำเนาของเอกสารดังกล่าวให้แก่บริษัท เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอนุมัติบัตรให้แก่ผู้สมัคร และ/หรือผู้ถือบัตร และยินยอมผูกพันตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของการใช้บัตรทุกประการ

2 สิทธิหน้าที่ของบริษัท

2.1 บริษัทไม่รับผิดชอบในกรณีที่ธนาคาร ร้านค้า หรือผู้ประกอบการไม่รับบัตรหรือปฏิเสธการรับบัตรของผู้ถือบัตรในการทำธุรกรรมต่างๆ และบริษัทไม่รับผิดชอบในข้อตกลงหรือเงื่อนไขใดๆ ที่เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าหรือบริการซึ่งผู้ถือบัตรได้ทำไว้กับร้านค้าหรือสถานที่เหล่านั้น
ทั้งนี้ผู้ถือบัตรตกลงว่าบริษัทมีสิทธิระงับบัตรของผู้ถือบัตรในกรณีที่ผู้ถือบัตรใช้บัตรในการทำธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฏหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงการใช้บัตรใดๆ ที่เป็นไปในลักษณะเชิงพาณิชย์หรือมีลักษณะการใช้บัตรที่ไม่เหมาะสม

2.2 บริษัทสงวนสิทธิ์ในการลดวงเงิน พิจารณาไม่ต่ออายุบัตร ระงับสิทธิการใช้ และ/หรือยกเลิกหรือเพิกถอนการเป็นผู้ถือบัตรของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรคนใดคนหนึ่ง และ/หรือผู้ถือบัตรทุกรายเมื่อใดก็ได้ในกรณีที่เกิดเหตุแห่งการผิดสัญญาหรือเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ขึ้น
ทั้งนี้บริษัทจะแจ้งการระงับหรือเพิกถอนดังกล่าวให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรทราบและมีผลใช้บังคับทันที โดยผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรยังคงต้องรับผิดชอบในยอดคงค้างที่ยังไม่ได้ชำระให้กับบริษัท ภายในเวลาที่บริษัทกำหนดในหนังสือแจ้งการระงับหรือเพิกถอนสิทธิดังกล่าว
(ก) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในการสมัครเป็นผู้ถือบัตรไม่ว่าข้อความอันเป็นเท็จนั้นจะได้ปรากฏขึ้นหรือเป็นที่รับทราบของบริษัทก่อนหรือภายหลังการออกบัตรให้ผู้ถือบัตร
(ข) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญานี้
(ค) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรผิดนัดไม่ชำระหนี้ที่ค้างชำระเมื่อถึงกำหนดชำระไม่ว่ากับบริษัทหรือบุคคลใดๆ หรือผิดนัดไม่ชำระหนี้ที่ค้างชำระกับบริษัทเมื่อถึงกำหนดชำระเป็นจำนวนรวมกันตั้งแต่ 2 งวดขึ้นไปภายในรอบ 6 เดือน
(ง) เกิดการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรหรือรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ (หรือผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรมีภาระหนี้หรือวงเงินไม่ว่ากับบริษัทหรือสถาบันการเงินอื่นสูงเกินกว่ารายได้) และบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรเป็นผู้มีฐานะการเงินไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรหรือผู้ถือบัตรประสบปัญหาอื่นใดอันเป็นสาระสำคัญซึ่งมีผลต่อการชำระหนี้ของผู้ถือบัตร
(จ) บริษัทพบว่าผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรใช้บัตรผิดวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญานี้และ/หรือมีพฤติกรรมหรือคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมในการใช้บัตรหรือเป็นสมาชิกผู้ถือบัตร รวมถึงการใช้บัตรเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ หรือมีพฤติกรรมการใช้บัตรในทางฉ้อฉลหรือทุจริต หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการปลอมและการใช้เอกสารปลอมในการขอใช้บัตร และ/หรือการกระทำอันมีลักษณะฟอกเงิน) หรือเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(ฉ) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรถูกฟ้องในคดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย หรือถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญา หรือเป็นบุคคลที่ถูกหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่มีอำนาจมีคำสั่งให้ยึด/อายัดทรัพย์หรือมีพฤติกรรมอันถือได้ว่าเป็นการฉ้อฉลบริษัทหรือสถาบันการเงินอื่น
(ช) ผู้สมัคร และ/หรือผู้ถือบัตรมีหนี้สินล้นพ้นตัว ล้มละลาย เสียชีวิต สูญหายไม่สามารถติดต่อได้สาบสูญ หรือตกเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี
(ซ) ผู้ถือบัตรเสียชีวิต สาบสูญ หรือตกเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือตกเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษา ตามแต่กรณี
(ฌ) ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรไม่แสดงหรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเงินได้ขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกำหนดภายในระยะเวลาที่บริษัทกำหนด
(ญ) เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย กฎกระทรวง และ/หรือประกาศของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญแก่การประกอบกิจการของบริษัทและ/หรือการให้บริการของบริษัทตามสัญญาฉบับนี้หรือบริษัทตัดสินใจยกเลิกการให้บริการบัตรเครดิตตามสัญญานี้
(ฎ) ในกรณีที่ผู้ถือบัตรไม่มียอดคงค้างไม่มีค่าใช้จ่ายผ่ายบัญชีของผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี ไม่ได้มีการติดต่อกับบริษัท และ/หรือบริษัทไม่สามารถติดต่อผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรได้(กรณีใดกรณีหนึ่ง) เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 12 เดือน
(ฏ) กรณีอื่นๆ ตามที่บริษัทจะประกาศให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ ในกรณีที่บัญชีบัตรของผู้สมัครถูกระงับหรือถูกยกเลิก (รวมถึงกรณีที่ไม่ได้รับการต่ออายุบัตร) จะมีผลทำให้บัตรของผู้ถือบัตรทุกรายถูกระงับและ/หรือถูกยกเลิกพร้อมกันกับบัตรหลักทันที

2.3 ในระหว่างที่มีเหตุแห่งการผิดสัญญาหรือเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาเหตุใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้น (นอกเหนือจากสิทธิในการลดวงเงิน พิจารณาไม่ต่ออายุบัตร ระงับสิทธิการใช้ และ/หรือยกเลิกหรือเพิกถอนการเป็นผู้ถือบัตรเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งตามที่ระบุในข้อ 2.2 ข้างต้นแล้ว) บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกสิทธิพิเศษหรือสิทธิประโยชน์ใดๆ ที่ได้ให้กับผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตร (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและ/หรือกรณีการที่ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรได้รับอัตราค่าธรรมเนียมสินเชื่อในอัตราพิเศษ) โดยเมื่อมีเหตุแห่งการผิดสัญญาหรือเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาเหตุใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้น บริษัทสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมสินเชื่อพิเศษที่ผู้ถือบัตรได้รับให้เป็นอัตราค่าธรรมเนียมสินเชื่อในอัตราสูงสุดที่บริษัทสามารถเรียกเก็บได้ในขณะนั้น (ในขณะทำสัญญานี้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี) จนกว่าแห่งการผิดสัญญาหรือเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญานั้นจะได้ถูกแก้ไข โดยไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและ/หรือค่าธรรมเนียมที่บริษัทต้องแจ้งให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้า

2.4 บริษัทมีสิทธิที่จะโอนสิทธิหน้าที่และผลประโยชน์ใดๆ ตามสัญญาฉบับนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมใดๆ จากผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตร ทั้งนี้บริษัทจะแจ้งการโอนเป็นหนังสือไปยังผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตร

2.5 บริษัทมีสิทธิเปลี่ยนแปลงงวดบัญชีของผู้ถือบัตร โดยจะแจ้งให้ผู้สมัครและ/หรือผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และให้ถือว่าหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรนั้นถึงกำหนดชำระตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีโดยไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่

2.6 บริษัทสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขของการใช้สินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าบริการต

ไลฟ์สไตล์ : แบ่งชำระ,เบิก/ถอน เงินสด,ประกันอุบัติเหตุ,รับคะแนนสะสม

แท็ก :




รีวิวบัตรเครดิต


Review on CheckGetGo